เรื่องเล่าของหมาตัวสุดท้าย (จดหมายถึงยงยุด)

สำหรับเรื่องราวของยงยุดและคุณแอนจี้ได้เดินทางมาถึงตอนจบแล้ว กระทู้เมื่อเดือนกันยายน 2560 ที่คุณแอนจี้ได้เขียนขึ้นคือ  เรื่องเล่าของหมาตัวสุดท้าย (จดหมายถึงยงยุด) ได้แสดงให้เห็นว่าสิ่งต่างๆรอบตัวเรานั้นสำคัญมากแค่ไหน และสำหรับคนเลี้ยงสัตว์ พวกเขามีความรักที่ยิ่งใหญ่และอ่อนโยนมากเพียงใด  ขอขอบพระคุณคุณแอนจี้ หรือชื่อล็อกอิน น้องแรดขาวในพันทิป สำหรับเรื่องราวและประสบการณ์ที่แบ่งปันกันครับ

.

สวัสดีค่ะ วันนี้แอนจี้อยากจะมาบอกเล่า เรื่องราวในวาระสุดท้ายของ “น้องหมายงยุด”และสิ่งที่คุณจะได้อ่านต่อไป คือตอนจบเป็นเรื่องราวที่แอนจี้ใช้เวลาทำใจอยู่นานกว่า 17 เดือน นานจนคิดว่า ถ้าปล่อยให้เวลาผ่านไป แอนจี้อาจจำช่วงเวลานั้นไม่ได้ การหยิบสิ่งเหล่านั้นขึ้นมาเรียบเรียงใหม่ ก็ไม่ต่างกับการควักหัวใจของตัวเองเพื่อขุดความเสียใจที่ผ่านไปแล้ว กลับขึ้นมาดังนั้นถ้าใครเป็นคนที่มีสัตว์เลี้ยง  สูดหายใจลึกๆนะคะ เพราะสิ่งที่คุณจะได้อ่านมันต้องเกิดขึ้นกับพวกคุณ ทุกคนอย่างแน่นอน  ****ไม่ช้าก็เร็ว****

วันสุดท้ายของการไปโรงพยาบาล

.
จากกระทู้ที่แอนจี้เขียนไว้เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2559 ยงยุดมีนัดพบหมออีกครั้งวันที่ 1 เมษายน 2559 สิ่งที่วันนั้นยงยุดจะต้องทำคือ เจาะเลือด วัดความดัน ตรวจอัตราการเต้นของหัวใจ … และระหว่างทาง มันทำให้เราสองคนได้มีโอกาส สัมผัสความรู้สึกแห่งการเป็นเซเลบริตี้

สองคืนก่อนหน้านั้น กระทู้ของแอนจี้กับยงยุด ถูกแชร์อย่างรวดเร็วในโซเชี่ยว พูดง่ายๆว่าตอนหลับยงยุดเป็นเพียงหมาใกล้ตายธรรมดา แต่พอตื่นมาก็กลายเป็นหมา ที่มีคนมากมายให้ความเมตตาและเอาใจช่วย

วันที่เข็นยงยุดไปตรวจมีทั้งพยาบาล รวมถึงคนรักหมาที่อ่านกระทู้จำได้ เพราะเวลาขานชื่อ เค้าจะเรียก “เชิญน้องยงยุดที่ห้องตรวจค่ะ” จนมีการพูดคุยกันว่า นี่ใช่ยงยุดในพันทิปรึเปล่า ?  เริ่มมีการเดินเข้ามาถามไถ่ ด้วยความเป็นห่วง

หลายคนดีใจ ที่มีโอกาสได้เห็นสิ่งมีชีวิตเล็กๆในโซเชี่ยวตัวเป็นๆ ยังหายใจอยู่ ตลอดระยะเวลาการเข็นยงยุด เดินไปมาในโรงพยาบาล  แอนจี้จะได้ยินเสียงแว่วๆว่า “นั่นไงนั่นไง ยงยุดยังไม่ตายนะ “

มันสร้างกำลังใจให้เจ้าของที่ร่างกาย และจิตใจอ่อนล้า ณ เวลานั้นได้เป็นอย่างดีขอบคุณทุกคนมากจริงๆ

.

ส่วนยาที่ได้ก็เป็นยาที่รักษาตามอาการ ซึ่งเยอะมากก เห็นยาแล้วก็ได้แต่เฝ้าถามตัวเองว่าการที่ยงยุดต้องกินยามากขนาดนี้จะรู้สึกเป็นยังไง กลืนไหวมั้ย ขมรึเปล่า แล้วที่ยังมีชีวิตอยู่ตอนนี้ เพราะอะไร ถ้าเพราะยงยุดรักแอนจี้ แอนจี้โอเค แต่ถ้าเพราะกลัวแอนจี้จะเสียใจ ในเวลาที่ยงยุดไม่อยู่แล้ว ก็อย่าทรมานต่อไปเลย …

เพราะแอนจี้เชื่อว่า ความรักนั้นอยู่ที่ใจ ในวันที่เราต้องจากกัน หรือไม่ได้อยู่ด้วยกันแต่ “ความรัก” ก็จะยังอยู่ตรงนั้นเสมอ

วันพุธที่ 6 เมษายน 2559 เวลาสามทุ่ม

จำได้ว่าวันนั้นเป็นวันหยุดจักรี ยงยุดเริ่มไม่รู้สึกตัวตั้งแต่เช้า ไม่กินน้ำ ไม่กินอาหาร ไม่รับรู้ หายใจแรง ตายังลืม
แต่ร่างกาย แขนขา นอนพังพาบ ไม่ตะกุยตะกายเหมือนวันก่อนๆ หมอน้องอ้อมบอกว่า หมาที่ใกล้จะจากไปตัวมักจะเย็น ให้เอากระเป๋าน้ำร้อนมาไว้ใต้ที่นอนก็จะช่วยได้

.

ตลอดวันแอนจี้เดินไปเดินมา เปลี่ยนน้ำร้อนทุกหนึ่งชั่วโมง แต่ยงยุดก็ยังตัวเย็นเหมือนเดิม ไม่มีการขยับเขยื้อนใดๆ
ได้ยินเพียงเสียงหายใจที่เหมือนจะแรงขึ้น…ช่วงเวลาประมาณบ่ายสามโมง ส่งคลิปให้หมอน้องอ้อมดู

เธอเป็นสัตวแพทย์ ที่น่าจะเจออะไรแบบนี้มานับไม่ถ้วน เธอบอกว่า  “ยงยุดไม่ไหวแล้วนะพี่แอนจี้ อ้อมว่าไม่น่าเกินพรุ่งนี้” หรือถ้าจะเอาไปเข้าตู้อบก็ได้ แต่อ้อมว่า ยงยุดคงอยากอยู่ใกล้เจ้าของมากกว่า ถ้าให้อ้อมแนะนำ อยู่บ้านเถอะพี่ อย่าให้เค้าไปตายที่อื่นเลย

—–

ตอนนั้นสมองคิดวนเวียนไปมา ไม่เกินพรุ่งนี้คืออะไร ? ไม่เกินพรุ่งนี้คืออะไร ? ไม่เกินพรุ่งนี้คืออะไร ?
วันนี้พุธกลางสัปดาห์ พรุ่งนี้คงลางานอีกไม่ได้แน่ๆ ช่วงเช้ามีธุระสำคัญ ที่ผ่านมาก็ลาจนไม่รู้จะลายังไงแล้ว
ถ้าลาอีกแล้วโดนไล่ออก แอนจี้ก็ไม่มีตังมารักษายงยุดสิ ใจก็อยากให้ยงยุดอดทนอีกหน่อยเดี๋ยวช่วงสงกรานต์ จากวันเสาร์ไป แอนจี้จะได้อยู่กับยงยุดทุกวันเลยอย่าเพิ่งเป็นอะไรไปนะ

เวลาผ่านไปจนหนึ่งทุ่ม แอนจี้ย้ายยงยุดมานอนที่ตัก พร้อมกับอาการหายใจแรงและถี่ขึ้นเวลานั้น ในมือแอนจี้มีหนังสือสวดมนต์ที่รู้สึกว่าการสวดจากเล่ม มันกินสมาธิมากเกินไป จึงนึกถึงคาถาบทเดียวที่ตัวเองท่องได้ เลยตั้งนโมสามจบ
แล้วท่องคาถาชินบัญชรในใจ มือก็ลูบหัวยงยุด น้ำตาเริ่มไหล ใจก็ท่อง …แต่ลึกลึกใจไม่ดีเลย คิดแค่ว่าถ้าพรุ่งนี้ออกไปทำงาน กลับมายงยุดจะรอแอนจี้มั้ย

สองทุ่มห้าสิบ เป็นเวลาที่แบงค์คนสำคัญอีกคน ที่คอยดูแลยงยุดเดินเข้ามาพอดี ทันทีที่เค้าเดินมาอุ้มยงยุด ก็มีบางสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น ขากรรไกรของยงยุดค้างเกร็ง ได้ยินคล้ายเสียงสะอึกออกมา

แบงค์บอกว่า “แอนจี้ ยงยุดมันนิ่งไปเลยว่ะ รีบมาเอายงยุดไปเร็วๆ” “กอดเค้าไว้นะ กอดไว้แน่นๆ” *พอแอนจี้พิมมาถึงตรงนี้** ความรู้สึกทั้งหมดมันก็กลับมา ตอนนั้นวันที่แอนจี้กอดยงยุดเอาไว้ แล้วน้ำตาก็หยดลง แมคบุค

หลายครั้งเวลาที่เราดูหนัง เราจะได้เห็นฉากคนตาย หมาตาย ในรูปแบบที่แตกต่างกัน  เคยรู้สึกหลายครั้งนะ
ว่าแหม !! กว่าจะตายได้นี่ ยากเย็นจิงจิ๊งงง ดึงลมหายใจ สั่งเสียกันนานเหลือเกิน เอ๊าแล้วนี่จะตายได้รึยัง จะสั่งเสียกันจนโฆษณาเลยมั้ย

แต่สำหรับการตายของยงยุด หลังจากที่ดึงตัวยงยุดมากอดยงยุดสะอึกอยู่สามที สภาพที่ขากรรไกรค้างเปลือกตาที่เปิด ขาทั้งสี่ข้างนิ่งสนิทไป …ผ่านไประมาณ 15 วิ ก็ลองเขย่าตัวอีกที เงี่ยฟังเสียงลมหายใจ เสียงลมหายใจที่ฟังเท่าไหร่ ก็ไม่มีแล้ว

พอรู้ว่าเค้าไม่อยู่กับเราแน่แน่ ก็มีเสียงร้องกรี๊ดดด โหยหวนขึ้นมา และ นั่นก็เป็นเสียงแอนจี้เอง ที่ดังสนั่นไปประมาณ แปดบ้าน ผ่านไป 17 เดือน แต่ก็ยังจำทุกความรู้สึก ในวันนั้นได้ดี หลังจากตั้งสติได้สิ่งแรกที่ผ่านเข้ามาในหัวคือ อ้าวแล้วสงกรานต์จะทำอะไร

ไหนเค้าว่าหมาตาย จะมีฉี่ออกมา ขี้ราด เลือดออกปาก ทำไมยงยุดไม่เป็นเอ๊ะหรือสลบ แอนจี้ลองเขย่าดูอีกที !!
“ยงยุดตายแล้วจริงๆด้วย”  สรุปที่หายใจรวยรินมาทั้งวัน สงสัยจะรอแบงค์ ยงยุดคงอยากจะบอกลาคนรักให้ครบทุกคน

นี่เป็นการล้มล้างทฤษฎีที่ว่า หมารักเจ้าของมันเป็นแค่ “สัญชาตญาณ”แอนจี้อยากบอกว่า หมาน่ะ มันรู้ อย่างน้อย เค้าก็รู้จักรอคนที่รักมันจนวินาทีสุดท้าย คืนนั้นแอนจี้วางยงยุด ลงบนที่นอนมุมเดิม เหมือนทุกวัน สังเกตเห็นว่า เริ่มมีมดเล็กๆ เดินมาไต่ตามตัว เข้าไปในจมูกปาก

คิดว่าคงต้องพาเค้าไปวัดแต่เช้า แอนจี้หลับไปตอนไหนไม่รู้ แต่สะดุ้งตื่นมาตอนตีห้า เดินไปดูยงยุดอีกที “ยงยุดตายแล้วจริงจริงด้วย” แอนจี้เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างของตัวเอง ที่วนเวียนอยู่กับคำว่า”ยงยุดตายแล้วจริงๆด้วย”

เช้าวันนั้นเดินขึ้นไปอาบน้ำใส่ชุดสีดำ รวบผมตึง เอายงยุดใส่ตะกร้าพร้อมของใช้ประจำ ไม่ว่าจะเป็นหมอน ผ้าเช็ดตัว
รวมไปถึงชุดนอนเน่าของแอนจี้ ชุดที่แอนจี้มีไว้ใส่เวลาอยู่กับยงยุด

.

ขับรถไปถึงวัดผาสุกมณีจักรประมาณ 6.30 คนดูแลวัดบอกว่า มีค่าเผาตามน้ำหนักตัว ของยงยุดมประมาณ 800 บาท และต้องเผาก่อนแปดโมง เพราะถ้าช่วงเช้า ทางวัดมีงานบุญ หรือมีคนมาเลี้ยงพระ จะต้องรอเผาอีกทีช่วง 11 โมง

ถ้าจะให้มีพระมาสวดก่อนเผา ก็สามารถใส่ซองได้ตามกำลัง ในช่วงเวลานั้นแอนจี้บอกตรงตรงว่า ไม่มีอารมณ์จะทำพิธี หรือฟังสวดอะไรทั้งนั้น อย่างเดียวที่อยากทำคือบอกลา จึงแจ้งทางคนดูแลไปว่า หนูขอนั่งตรงนี้ซัก 15 นาที
แล้วเดี๋ยวเผาได้เลยนะคะ ไม่ต้องสวด

ณ หน้าเมรุเผาหมา แอนจี้นั่งอยู่บนเก้าอี้พลาสติคที่มีอยู่ตัวเดียว เอาตะกร้ายงยุดไว้บนตัก …ถอนหายใจแล้วถอนหายใจอีก ความแปลกคือ ในเวลานั้น สิ่งที่ผ่านเข้ามาในหัว คือสิ่งไม่ดีที่เคยทำไว้ แอนจี้อยากบอกว่า แอนจี้ขอโทษที่ชอบตียงยุด เวลาอาบน้ำ แล้วยงยุดงับไดร์ตอนเป่าขน

แอนจี้ขอโทษ ที่ตียงยุดด้วยไม้กวาด ในคืนฝนตกที่เลิกกับแฟน แล้วไม่ได้นอนมาเจ็ดวัน
แอนจี้ขอโทษที่เวลาฟ้าร้อง แอนจี้เดินลงไปตียงยุด แทนที่จะเอายงยุดมานอนด้วยกัน
เราคงได้นอนด้วยกันมากกว่านี้ ถ้ายงยุดตัวไม่เหม็น
แอนจี้ขอโทษ ที่มีเวลาอาบน้ำให้ไม่บ่อยพอ
แอนจี้ขอโทษที่มัวแต่ทอดไข่เจียว ปล่อยให้ยงยุดไปข้างนอกตัวเดียว แล้วโดนหมาใหญ่กัดตาหลุด
ตอนนั้นคิดอะไรไม่ออกนอกจากคำว่า “ขอโทษ”

ในอีกไม่กี่นาที ที่ยงยุดจะเข้าเตาเผา แอนจี้ได้รับสายจากพี่ที่สนิทกันคนนึง “พี่เอก” เค้าก็มีหมาที่น่ารักมากตัวนึงชื่อ ไป๋ไป๋

พี่เอกถามว่า: เป็นยังไงบ้าง
แอนจี้ตอบว่า: กำลังจะเอายงยุดไปเผา

กำลังคิดว่าในช่วงชีวิตที่คนเราอยู่ร่วมกัน มันก็มีทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่พี่น้องเพื่อนฝูง  แต่กับหมาอ้ะพี่ แอนจี้นึกไม่ออกเลย ว่ามันเคยทำอะไรไม่ดีให้เราบ้าง สิ้นเสียงคำพูดของตัวเอง หัวใจก็ร้อน แล้วน้ำตาก็ไหลออกมา
แบบควบคุมไม่ได้อยู่เกือบห้านาที

กว่า 16 ปีที่ผ่านมาไม่ว่าชีวิตของแอนจี้จะเป็นยังไง แต่หมาก็จะเป็นสัตว์ที่รักและเข้าใจเราเสมอ ย้อนไปในช่วงหนึ่งของชีวิต ที่ไปอยู่ออสเตรเลีย เคยคิดจะตั้งรกรากอยู่ที่นั่น แต่ก็มีเหตุให้กลับมา ตอนแรกว่าจะมาแต่งงาน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้แต่ง หลายครั้งเคยคิดว่า ไม่น่ากลับมาเลย ไม่น่ากลับมาเลยจริงๆ

แต่พอหันไปมองหมาที่ไร้วิญญาณในตะกร้า แอนจี้ก็คิดได้ว่า อย่างน้อยการกลับมาก็ทำให้เราได้มีโอกาส
ได้ดูแลหมาที่รักและซื่อสัตย์กับเราจนวินาทีสุดท้าย ขอบคุณยงยุดมากที่ทำให้รู้ว่า การกลับมาอยู่ที่นี่ ก็มีเรื่องดีดีเหมือนกัน

เมื่อทบทวนทุกอย่างแล้วก็นำยงยุดเข้าเตาเผา โดยมีเพียงดอกไม้และชุดนอนไปด้วย ส่วนสิ่งของอื่นๆ ที่ไม่สามารถนำไปเผาได้ ก็บริจาคทิ้งไว้ ….และถึงแม้วันนี้ยงยุดจะเหลือแต่กระดูก แอนจี้ก็ยังรัก และคิดถึงยงยุดเสมอ

.

กว่าจะเขียนจบได้ น้ำตาไหลไปประมาณห้ารอบ เรื่องราวของการมีสัตว์เลี้ยงนั้น คงไม่ใช่เรื่องที่กินใจทุกคนในสังคม
แต่สิ่งที่แอนจี้เรียนรู้จากการมียงยุด คือ เราจะจดจำเรื่องราวเล็กเล็กดีดี ของสิ่งมีชีวิตที่ “รักเรา” ได้เสมอ

และเมื่อยงยุดจากไป แอนจี้ก็จำในสิ่งไม่ดี ที่ทำไว้กับยงยุดได้เช่นกัน คงเหมือนกับคำที่ว่า “สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ” ไม่ช้าก็เร็ว เราจะได้สำนึก ในทุกการกระทำของเราเสมอ

สุดท้ายนี้แอนจี้อยากบอกว่า มันเป็นเรื่องปกติ ที่หลายครั้งเราอาจจะหลงลืม กับการทำสิ่งดีดีให้คนที่เรารัก
และหลายครั้งอาจจะพลาดทำร้ายเค้าโดยไม่ตั้งใจ แต่ในวันข้างหน้าหากต้องมีใคร จากไป สิ่งที่จะอยู่ในความทรงจำ
ก็จะมีเพียงความรัก และ ความดี ที่หลงเหลือเอาไว้ให้คิดถึง

ถ้าคุณเป็นคนที่มีสัตว์เลี้ยง อย่าตีเค้าแรงนะคะ เพราะจะตียังไง เค้าก็จะยังรักคุณอยู่ดีขอบคุณสำหรับความรัก
ที่มีให้กับหมาตัวเล็กๆแบบยงยุด ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านจนจบ

แล้วจนกว่าจะพบกันใหม่

รัก

แอนจี้

.


.

.

.

.

.

ขอบพระคุณคุณแอนจี้สำหรับเรื่องราวที่เป็นข้อคิดสอนใจให้กับคนเลี้ยงสัตว์หลายๆคนนะครับ หากท่านใดไม่ทราบที่มาและเพิ่งได้อ่านบทความนี้เป็นครั้งแรก ให้ลองอ่านตอนแรกและตอนที่สองได้ตามด้านล่างนี้ครับ

อ่านตอนแรกได้ที่นี่ เรื่องเล่าจากพันทิป…เมื่อน้องหมาอายุ 15 กำลังจะตาย

อ่านตอนที่สองได้ที่นี่ เรื่องเล่าจากพันทิป..เมื่อน้องหมาอายุ 16 ยังไม่ตาย (น้องยงยุด)

.

ที่มา : Pantip

หากคุณชื่นชอบเรื่อง หมาๆ แมวๆ และสัตว์โลกน่ารัก ติดตามได้ที่แฟนเพจ Dog vs Cat แมวซ่าส์ หมาบ๊องส์